 
 |
จากคอลัมภ์ "พรานอักษร"
จุดประกายวรรณกรรม /หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
ฉบับบวันที่
21 พฤษภาคม 2549
โดย 'ตน' 0
|
'แนวทางสู่ความสุข' ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา พีระยุทธ พลตรี
ขอทานยากแค้นผู้หนึ่ง เดินโซซัดโซเซขอทานมาทั้งวัน ยังไม่ได้เงินสักบาทเลย เขากะว่าจะไปขอเงินท่านเศรษฐีสัก 10 บาท เพื่ออาหารสักมื้อหนึ่ง
คนรับใช้หน้าประตูบอกว่า ท่านเศรษฐีกำลังสวดมนต์อยู่ ให้รออยู่หน้าห้องพระแล้วกัน ในขณะนั้นเองขอทานก็แอบได้ยินการภาวนาขอของท่านเศรษฐี ท่านขอเงินทองอีกเป็นร้อยล้าน ขอทานได้ยินดังนั้นจึงรีบหลบออกมาเสีย
พอดีกับที่ท่านเศรษฐีเปิดประตูออกมาพบพอดี ท่านจึงถามอย่างแปลกใจว่า ทำไมจะไปแล้วล่ะ ไม่เอาเงินแล้วหรือ แล้วขอทานก็ตอบไปว่า
'ผมเจอขอทานที่ยิ่งใหญ่ ผมไม่ขอเงินจากขอทานด้วยกันหรอกนะครับ'
บุคคลเช่น 'ท่านเศรษฐี' ไม่ใช่จะอยู่แต่ในคฤหาสน์อันโอ่อ่าเท่านั้น ในตลาดสดเราอาจพบได้เช่นกัน กระทั่ง 'ขอทาน' เราก็ไม่อาจพบเจอแค่บนสะพานลอยอีกต่อไป แต่มีได้ในทุกที่ทุกเวลา เมื่อเกิด 'ความอยาก' ในความเป็นจริงเราทุกคนมีวิญญาณแห่งความเป็นขอทาน
เพียงแต่ขอทานที่ยิ่งใหญ่อย่างท่านเศรษฐี มุ่งแต่กอบโกยเอาแต่ฝ่ายเดียว น่ารังเกียจเสียนี่กระไร หรือว่าท่านเศรษฐีจะพบแนวทางสู่ความสุขเข้าให้แล้ว
แนวทางสู่ความสุข ได้ฤกษ์เปิดตัวเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2549 ณ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สยามสแควร์ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้เขียน เล่าถึงที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้ว่า
ในยุคที่โลกกำลังเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง มนุษย์เรากลับมีปัญหามากขึ้น มีความสับสนวุ่นวาย มีความเครียด หนังสือเล่มนี้ มีจุดมุ่งหมาย ให้เราลดความทุกข์ และสามารถอยู่ในโลก ด้วยความสงบสุข และช่วยให้เราได้เล็งเห็นถึงจุดมุ่งหมายในชีวิต ให้เรารู้จักตัวเอง ให้เรารู้ว่า...เรามาอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร เราจะได้อยู่ในโลกนี้อย่างถูกต้อง และให้เราเข้าใจว่า...เราจะเดินไปในทิศทางไหนต่อไป |
 |
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์กับศาสนาเข้าด้วยกันว่า วิทยาศาสตร์เป็นการค้นหาความจริง จากภายนอก ขณะที่ศาสนาเป็นการดิ่งลึกสอบค้นเข้าไปในจิตใจอันซับซ้อนของตน ทั้งสองสิ่งนี้ถ้าคนเรามีพกไว้ติดตัวก็จะเกิดความสุขได้ เมื่อตอนที่ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อด้านไหน เขามีปณิธานว่าจะไม่หากินกับเรื่องทางจิตใจ
ดังนั้นจึงเรียนวิศวกรรมศาสตร์ จนกลายเป็นผู้มีผลงานระดับโลก คือเป็นผู้ออกแบบและสร้างอุปกรณ์ควบคุมการร่อนลงของยานไวกิ้ง 2 ลำ ลงสู่พื้นผิวดาวอังคารให้กับองค์การนาซา มีเงินเดือนหลายแสน ผ่านมาได้ระยะหนึ่ง ดร.อาจองจึงกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีเงินเดือนไม่กี่พัน เอาจริงเอาจังในการสร้างการอบรมสมาธิ
ช่วงหนึ่งเขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และก่อตั้งโรงเรียนสัตยาไส ซึ่งเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ เมื่อไม่นานมานี้ท่านกลับมาสู่การเมืองอีกครั้ง ...เป็นว่าที่สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร
หนังสือเรื่อง 'แนวทางสู่ความสุข' เนื้อหาเหมาะสำหรับเด็กและเยาวชน และยังรวมไปถึงครอบครัว สำหรับพ่อแม่อ่านให้ลูกฟัง พี่อ่านให้น้องฟัง เมื่อเด็กซักถามก็สามารถใช้แนวของหนังสืออธิบายให้ฟังได้
ลักษณะเป็นความเรียงสั้นๆ สลับกับนิทานสอนใจ ที่มีคติธรรมแนบทิ้งท้ายไว้เสมอ ซึ่งเสมือนเยื่อใยบางๆ ของการพบกันครึ่งทางของนิทานเซนและนิทานอีสป ในส่วนของผู้เขียนเองนั้น เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงระดับโลก
ในทางธรรม...เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมามิใช่แต่เพียง 'พุทธศาสนิกชน' เท่านั้น แต่ในฐานะที่เป็น 'มนุษย์คนหนึ่ง' ที่หวังดีกับโลกที่กำลังเจ็บป่วยใบนี้ กับมนุษยชาติผู้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน คือ เกิดวิกฤติทางจิตใจ เข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงว่าความสุขต้องมาจากสิ่งนอกกายเท่านั้น เขาปรารถนาอยากจะบอกว่าความสุขอยู่ข้างในใจเรานี่เอง
ดังนิทานเรื่องหนึ่ง...
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีท่านหนึ่งซึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดหัวเป็นประจำ ท่านประกาศว่าใครสามารถรักษาอาการป่วยของท่านได้ จะได้รางวัลอย่างงาม ใครต่อใครหลายคนได้ทำการรักษาแต่ก็ไม่หายสักที อยู่มาวันหนึ่ง มีนักบุญผ่านมาและช่วยแนะนำรักษา นักบุญได้แนะนำว่า ให้มองทุกอย่างเป็นสีเขียว แล้วอาการปวดหัวก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง จากนั้นมาท่านเศรษฐี ด้วยความที่มีเงินมาก ได้ทาบ้านสีเขียว ซื้อเสื้อผ้าให้คนในหมู่บ้าน ใส่เป็นสีเขียวด้วย มองอะไรก็เป็นสีเขียวหมด ดังนั้นท่านจึงร่าเริงมีความสุข...
สามเดือนต่อมา 'นักบุญ' ได้กลับมาอีกครั้ง ตกใจกับสิ่งที่พบเห็น และได้บอกกับท่านเศรษฐีว่า "ทำไมเจ้าถึงได้เสียเงินเสียทองและเสียเวลาไปมากมายเพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆ รอบตัวเจ้าเล่า เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวเลย เพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้นเอง เจ้าก็จะมองเห็นทุกอย่างรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว"
ตอนท้าย ดร.อาจอง สรุปว่า "หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคน หรือเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน แล้วเราก็จะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราก็จะเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน"
ว่าที่ ส.ว.ยังกล่าวไว้ในบทหนึ่งว่า "จิตใจก็เหมือนทะเลสาบ ถ้าผิวน้ำเต็มไปด้วยระลอกคลื่น เราจะไม่สามารถมองเห็นว่าในทะเลสาบมีอะไร ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาสะท้อนของทัศนียภาพอันสวยงามรอบทะเลสาบ แต่ถ้าทะเลสาบสงบ พื้นผิวน้ำหยุดนิ่ง เราสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำ รวมทั้งเงาสะท้อนของทิวทัศน์รอบทะเลสาบได้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าจิตใจของเราสงบนิ่ง เราจะสามารถมองลึกเข้าไปในจิตใจของเราและยกระดับจิตใจของเราไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้"
ใช่หรือไม่ว่า การพยายามเปลี่ยน 'ความคิด' หรือ 'ล้างสมอง' รวมทั้งการกลบเกลื่อนความชั่วร้ายของตน ทั้งที่รู้ว่ามันจะนำไปสู่หายนะ ในที่สุดแล้วจะพบแต่ความขัดแย้ง และการต่อต้าน แม้กระทั่งความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่ามันผิดพลาดทั้งเพ แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่เราควรเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ...
'ตน' 0
|