ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต...วีรบุรุษกองขยะ
(บทความส่วนหนึ่งของหนังสือ “มหันตภัยโลกร้อน”)

“สิ่งที่ผมทำตอนนี้คือการนำเศษขยะเหลือทิ้ง และวัสดุเหลือใช้ มาสร้างเป็นงานชิ้นใหม่ ซึ่งแน่นอน ว่ามันก็ช่วยลดขยะ และมลพิษในสิ่งแวดล้อมได้มาก แต่จริงๆ แล้ว นี่ยังไม่ใช่ความหวังอันสูงสุดของผม เพราะมันจะดีกว่านี้ ถ้างานของผม เข้าถึงจิตใจของนักออกแบบคนอื่นๆ และกระตุ้น ให้เขาคิดสร้างสรรค์ผลงาน ที่มีความรับผิดชอบ ต่อสิ่งแวดล้อมออกมาด้วย เมื่อไรที่มีคนเห็นงานของผมแล้ว คิดได้อย่างนี้ ถึงจะนับว่า ความพยายามของผม ได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง แล้วจริงๆ”


ถึงจะนับว่าความพยายามของผมได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางแล้วจริงๆ”
เป็นคำกล่าวที่แสดงถึงเจตจำนงและอุดมการณ์อันมุ่งมั่น ในการช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของ ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ชื่อ “Osisu” ซึ่งเป็นความสำเร็จของคนไทย ที่สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ ที่มีความสวยงามโดดเด่นและใช้สอยได้จริง นอกจากนั้น อ.สิงห์ ยังทำงานในฐานะนักออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยแรกเริ่มเดิมที อ.สิงห์ เป็นสถาปนิกออกแบบอาคารและก็ไม่ได้สนใจที่จะทำเฟอร์นิเจอร์ แต่แล้ววันหนึ่ง ของเหลือใช้จากการสร้างอาคารเหล่านั้นก็ผลักดันให้ อ.สิงห์ เริ่มฉุกใจคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้อย่างน่าใจหาย
“ผมสอนหนังสือวิชาการออกแบบอาคารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อยากให้ลูกศิษย์มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่เชื่อไหมว่างานออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ผมทำควบคู่ไปกับงานสอนนั้นสวนทางกับสิ่งที่ผมพร่ำสอนลูกศิษย์มาก ผมเพิ่งมารู้ในวันหนึ่ง หลังจากเห็นรถขนวัสดุเหลือใช้จากงานก่อสร้างวิ่งผ่านหน้าไป มันมีมากเสียจนขนเที่ยวเดียวไม่หมด ก็เลยตามไปดูว่าเขาจะจัดการกับของเหลือพวกนี้ยังไงบ้าง ปรากฏว่าทุกอย่างกลายเป็นขยะที่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อมหมด ทั้งเศษไม้ เศษปูน อะไรต่อมิอะไรถูกเอาไปทิ้งตามที่โล่งๆ บ้าง เผาบ้าง ฝังกลบบ้าง พอเห็นอย่างนั้นผมก็รู้สึกวาบในใจเลยว่า นี่เราเป็นอาจารย์และนักออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเรามาทำร้ายสิ่งแวดล้อมเสียเองแบบนี้”

อ. สิงห์ บอกต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา มนุษย์ทิ้งขยะแบบนี้กว่า 40 ล้านตันต่อปี ขยะบางชนิดต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ปีกว่าจะย่อยสลายได้ บางชนิดยิ่งเผายิ่งสร้างมลพิษ ทุกอย่างกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมไปหมด ดังนั้น อ.สิงห์ จึงเกิดความคิดว่า หากสามารถนำขยะพวกนี้กลับมาสร้างเป็นชิ้นงานที่มีประโยชน์ต่อการใช้สอยได้อีกครั้งก็คงจะดีไม่น้อย ในที่สุดจึงมาลงตัวที่การทำเฟอร์นิเจอร์ แต่ถึงอย่างนั้น ความตั้งใจดีนี้ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีนักในตอนแรก ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว การยอมรับเฟอร์นิเจอร์ที่เกิดจากเศษขยะเหล่านี้คงต้องใช้เวลามากทีเดียว
“พอคิดว่าจะเอาของเหลือทิ้งพวกนี้มาทำเฟอร์นิเจอร์เพื่อสิ่งแวดล้อม ผมก็เลยเริ่มเก็บขยะ ที่ไหนมีขยะแบบนี้ก็จะตามเข้าไปเก็บ อย่างในโรงงานไม้ก็ไปขนเอาเศษไม้ออกมา ตอนนั้นมีคนมองผมแปลกๆ เหมือนกัน ประมาณว่าเป็นด็อกเตอร์แต่ทำไมมานั่งเก็บขยะอยู่แบบนี้ จะเอาขยะไปทำอะไร สงสัยจะเพี้ยนแล้วมั้ง”
อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเปี่ยมล้น ทำให้ อ.สิงห์ เดินหน้าตามความตั้งใจเดิมต่อไป ดังนั้นไม่ว่าจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์เช่นไร อ.สิงห์ ก็ยังคงปณิธานของตนไว้เช่นเดิม จนในที่สุด เฟอร์นิเจอร์จากเศษขยะเหลือทิ้งก็เกิดขึ้นได้จริงๆ จากหนึ่งชิ้นเป็นสองชิ้น

จากแค่งานที่อยากร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมกลายมาเป็นผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ภายใต้ชื่อ “Osisu” ซึ่งได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งยังได้รับรางวัล "Winner of Salons Francais et Internationaux’ Talents a la carte Thailand” รวมทั้งได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหนึ่งในหกนักออกแบบไทย ที่ไปเข้าร่วมแสดงผลงานในงานแสดงสินค้า ”Maison & Objet 2006” ที่ประเทศฝรั่งเศสมาแล้ว
"ถึงตอนนี้เราจะเป็นที่รู้จัก แต่เราก็ยังคงแนวทางการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่เหมือนเดิม สมมติมีคนมาสั่งผมว่าเอาเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ๆ นะ ให้เหมือนกันหมดสัก 500-600 ตัว ผมก็คงทำให้เขาไม่ได้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ไม่ได้ออกมาจากโรงงาน แต่มาจากช่างฝีมือที่มีใจรักในงานนี้ ดังนั้นจะให้ออกมาเหมือนกัน และเป็นจำนวนมากขนาดนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญคือเราใช้วัสดุเหลือใช้มาทำจริงๆ ไม่ว่าเป็นเศษเล็กเศษน้อย ฉะนั้นบางทีถ้าวัสดุที่เหมาะกับงานชิ้นนั้นหมดลง เราก็จำเป็นต้องชะลองานนั้นไปก่อน ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าไม่ติดใจว่าแบบคงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง เราก็พอจะทำให้ได้ แต่สุดท้ายทุกๆ อย่างจะต้องจบลงที่การรักษาและช่วยสิ่งแวดล้อมไว้ให้มากที่สุด”
ความตั้งใจและมุ่งมั่นของ อ.สิงห์ คงเป็นตัวอย่างให้ใครหลายคนเห็นแล้วว่า ถ้าเราตั้งใจจะช่วยรักษาโลกจริงๆ เราก็สามารถทำได้ด้วยสองมือของเรา โดยไม่ต้องรอคอยคนอื่น ในตอนแรกเฟอร์นิเจอร์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ของ อ.สิงห์ ก็แลดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สุดท้ายก็กลายมาเป็นความจริงที่ได้ผลดีเกินคาด ดังชื่อของ “Osisu” ที่มาจากคำสองคำ คือ คำว่า ซิซู “sisu” ซึ่งเป็นภาษาฟินแลนด์ที่สถาปนิกผู้สร้างโอเปร่าเฮาส์ ในออสเตรเลียใช้เตือนตัวเองว่า “ต้องทำให้ดีที่สุดมากกว่าที่ตัวเองคิดว่าจะทำได้” และ “O” หรือ “โอ้!” คือคำอุทานที่ อ.สิงห์ เติมลงไปเพื่อจะให้สื่อความหมายออกมาว่า “ถ้าเราทำอะไรโดยที่ตั้งใจมากๆ ก็จะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกลับมาจนน่าตกใจ” ซึ่งก็คือ “Osisu”
นี่คือบุรุษผู้หนึ่งที่ใช้วิชาชีพที่ตนเองรัก ร่วมเป็นอีกหนึ่งพลังที่แข็งขัน ในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตของโลกใบนี้
...อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยและของโลก








FreeMind Publishing
ยินดีรับพิจารณางานสร้างสรรค์
ของนักเขียนที่มีฝันเช่นคุณ
รายละเอียด


chula book officialsite


nai-in website

Supawan Green's website

maple publishing


greenread website


greenread website
Copy Right 2006 FreeMind Publishing Ltd. All Rights Reserved.
Designed by